วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Astrophytum อายุ 6 วัน

ผ่านมาแล้ว 6 วัน  หลังจากที่ผมได้เพาะเมล็ด Astrophytum  ในบทความที่แล้ว เพาะเมล็ด "Astrophytum" เจ้าแอสโตรฯ ก็ค่อยๆ ทยอยงอกเรื่อยๆ แม้บางเมล็ดจะยังไม่งอก อาจจะเป็นเพราะเมล็ดเสีย ฝ่อ หรืออะไรก็ตาม แต่โดยภาพรวมแล้วก็น่าพอใจครับสำหรับการเพาะเมล็ดแอสโตรฯ ครั้งแรกของผม วันนี้ผมจึงถ่ายรูปเจ้าแอสโตรฯ น้อยๆ อายุ 6 วัน มาให้ได้ชมกัน รูปอาจไม่ชัดเท่าไหร่เพราะอยู่ในถุงนะครับ
แอสโตรฯน้อยกระถางนี้งอกมา 3 ต้นมีอยู่ต้นนึงอาจจะด่างรึป่าวไม่แน่ใจ ก็ต้องรอลุ้นครับ
กระถางนี้งอกเยอะดีครับ
กระถางนี้ดูเจ้าตัวเล็กสมบูรณ์ดีครับ
ก่อนหน้าที่ผมจะมาเพาะเมล็ด Astrophytum ผมได้เพาะเมล็ดพันธุ์อื่นไว้แต่ไม่ได้นำมาเขียนบล็อค วันนี้เลยเอามาให้ชมบ้างครับ เพื่อไม่ให้น้อยหน้าแอสโตรฯ เดี๋ยวเด็กๆ จะว่าลำเอียง
กระถางนี้เป็น Mammillaria prolifera เพาะใส่ถ้วยโฟมไว้ครับ ที่เห็นเม็ดเหลืองๆนั้นคือปุ๋ยนะครับ
กระถางนี้เป็น Lobivia ได้เมล็ดติดมาจากร้านกระท่อมลุงจรณ์ เพาะในถ้วยโฟมเหมือนกัน ยังขึ้นน้อยมาก
ลูกๆ มะพร้าวทะเลทราย ตอนแรกเพาะแบบปิดขึ้นมาต้นเดียว พอแกะมาเพาะแบบเปิดวางไว้ใต้สแลนขึ้นมาเยอะเลยครับ
การที่ได้เห็นเจ้าตัวเล็กโผล่มาทีละต้นๆ มันเป็นความภูมิใจที่เราได้ทำให้มันงอกออกมา จากการที่เราตั้งใจเลี้ยงพวกมันมากับมือ จนเจริญงอกงามออกดอกออกผลให้เมล็ดแก่เรา นับว่าเป็นการตอบแทนที่คุ้มค่าเหนื่อยและทดแทนเวลาที่ได้เสียไปได้ครับ

วันนี้ขอลาด้วยเจ้า โลบิเวียดอกแดง ที่ได้มาจากร้านวาเลนไทน์พันธุ์ไม้ที่ซื้อออนไลน์กับ อโกลนีมา-วาเลนไทน์ ที่บ้าน เลี้ยงแบบเซอร์ๆ ตามมีตามเกิดครับ
เป็นดอกของต้นซ้ายนะครับ

อีกช่อนึงยังตูมอยู่เลย น่าเสียดายทีบานไม่พร้อมกัน
อโกลนีมา เลี้ยงแบบเซอร์ๆ เหมือนเจ้าของมัน

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพาะเมล็ด "Astrophytum"

หลังจากที่ลองผสมเกสรเจ้า Astrophytum เป็นครั้งแรกในบทความ 30 พ.ค. ดอกแอสโตรที่บานพร้อมกันในวันนี้ (การให้น้ำ, ปุ๋ย) วันนี้ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ได้เพาะเมล็ดเจ้า Astrophytum จากฝักที่ผมได้ผสมเกสรติดจนกระทั่งฝักนั้นสุกเพราะเห็นเหล่ามดตัวน้อยมาบุกเจาะฝักกันระงม ทั้งหมดนี้จึงนำมาเขียนบล็อคให้ได้ชมกันครับ
Astrophytum asterias nudum. VS Astrophytum asterias. พ่อและแม่พันธุ์ครับ
รูปนี้ถ่ายเมื่อตอนเช้าด้วยกล้องบีบี ภายในฝักคงจะมีเมล็ดเยอะเพราะฝักอ้วนมากทีเดียว!!
พอกลับมาจากมหา'ลัยเมื่อช่วงบ่าย ฝูงมดได้เจาะรูบุกเข้าไปกินเมือกแล้ว!! ก็รีบเก็บเมล็ดสุดที่รักอย่างไม่รีรอ 
หลังจากจัดการกับเหล่ากองทัพมดน้อยเสร็จ ก็มานั่งนับเมล็ด สรุปแล้วได้เมล็ดทั้งหมด 94 เมล็ดครับ เมล็ดของแอสโตรไพตัมมีสีน้ำตาลไหม้ เป็นเมล็ดที่ใหญ่ ผมทดลองบี้ไป 1 เมล็ด พบว่า ถึงเมล็ดแอสโตรฯ นั้นใหญ่จริงแต่ก็เปราะและกรอบมากครับ ดูคล้ายๆ ว่ามันจะเป็นเมล็ดที่ฝ่อ เพราะเมล็ดแอสโตรฯ นั้นมีรูปบุ๋มข้างเมล็ดครับ พอบี้ดูแล้วเหมือนจะมีแต่เปลือก ข้างในกลวงครับ แต่จริงๆไม่กลวงทั้งหมด มีเนื้อสีขาวๆ เหมือนว่าจะเป็นเนื้อของเมล็ดซึ่งเล็กมาก
ตอนนี้ก็เลยเหลือ 93 เมล็ด นับได้ 18 กอง กองละ 5 และอีก 3 เมล็ด
ลักษณะของเมล็ดครับ
อุปกรณ์ในการเพาะเมล็ดของผม
  1. เมล็ดพันธุ์(ก็แน่นอนล่ะ) 
  2. กระถางต้นไม้ขนาดเหมาะสมกับจำนวนเมล็ด(ขนาดที่ผมใช้คือ 2.5" จำนวน 8 กระถาง)
  3. น้ำสะอาดที่เราสามารถดื่มได้(น้ำกรอง, น้ำขวด) 
  4. บัวรดน้ำ(ใช้ใส่น้ำสะอาด)
  5. ปุ๋ยรองพื้น(ออสโมโคท 14-14-14) แต่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ดินทั่วไปส่วนใหญ่ก็ผสมปุ๋ยอินทรีย์อยู่แล้ว
  6. ดินปลูกต้นไม้อะไรก็ได้(ใครอาจจะใช้ดินปนทราย, ดินผสมหินภูเขาไฟ ก็ได้ครับ) 
  7. หินภูเขาไฟเม็ดใหญ่(สำหรับรองก้นกระถาง)
  8. ถุงแกงสำหรับใส่กระถางเพาะเมล็ด
  9. หนังยางมัดถุง
  10. ช้อนเล็กๆ สำหรับตักเมล็ด(เวลาหยิบเมล็ดด้วยมือนั้นหยิบยากมาก)
  11. ยากันเชื้อรา(ผมใช้แคปแทน)
  12. กระบอกฉีดน้ำเพื่อพ่นยากันเชื้อรา(ใครอาจจะใช้บัวรดน้ำอย่างเดียวก็ได้หรือฟ๊อกกี้แต่เมื่อยหน่อย)
  13. กระชอนหรือสวิงตักปลาถี่ๆ(เพื่อนำมาล้างเมือกของเมล็ด) 
  14. กระดาษ A4 สำหรับผึ่งเมล็ด
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็มาลุยกันเลย!!
อันดับแรกเราต้องนำเมล็ดมาล้างเมือกออกด้วยน้ำสะอาดให้เมือกหลุดก่อนครับ ค่อยๆ ล้างไม่ต้องรีบเดี๋ยวเมล็ดแตกหรือกระเด็นหายไปกับสายน้ำได้ สังเกตุว่าเมล็ดจะลอยน้ำ ให้แยกเมล็ดที่ติดกันออกให้เหลือเมล็ดเดี่ยว เพื่อไม่ให้เมล็ดเกาะกันเป็นกระจุกครับ พอล้างเรียบร้อยก็นำเมล็ดมาผึ่งลมให้แห้งบนกระดาษ ระวังลมพัดปลิวด้วยล่ะ!!
นำเมล็ดออกมาตากบนกระดาษให้แห้ง อย่าลืมหาอะไรทับไว้หน่อยกันปลิว ไม่งั้นจะเสียใจ!!
ระหว่างที่รอเมล็ดแห้ง ก็มาเตรียมเครื่องปลูกในการเพาะเมล็ด สำหรับเครื่องปลูกนั้นผมใช้ "ดินขุยไผ่"่ ที่ใช้ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ พวกชวนชม, โป๊ยเซียน มีขายถุงละ 10 กว่าบาท ซึ่งในดินนั้นมีขุยมะพร้าว เศษมะพร้าวสับ ขุยเยื่อไผ่ ผสมมาให้เสร็จแล้ว จึงนำมาใช้ได้เลย บางท่านอาจจะมีสูตรเครื่องปลูกเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่ที่ผมใช้นั้นเน้นประหยัดเป็นหลักครับ รองก้นกระถางด้วยหินภูเขาไฟเม็ดใหญ่ หลายๆก้อนหน่อยเพราะว่าใช้เพียงเพาะเมล็ดจึงไม่จำเป็นต้องใช้ดินเยอะ ชั้นต่อมารองพื้นด้วยปุ๋ยออสโมโคท ใส่กระจายๆ ให้ทั่วกระถาง และชั้นบนสุดก็ใช้ดินกลบหน้าให้เต็มกระถาง จากนั้นก็รดน้ำโดยใช้น้ำกรองที่เราดื่มให้ชุ่มกระถาง ทิ้งไว้ให้น้ำไหลออกจากกระถางสักครู่ก็เป็นอันเสร็จพิธี (ดินจะยุบลงจากขอบบ้างหลังจากรดน้ำก็ไม่เป็นไร เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดกระเด็นเวลารดน้ำ)
กระถางที่เตรียมพร้อมเพาะเมล็ดหลังจากรดน้ำจนชุ่มเรียบร้อยแล้ว
เมื่อน้ำในกระถางไหลออกพอหมาดๆ แล้วก็ถึงเวลาโรยเมล็ดแล้วครับ โรยให้สวยงามเป็นระเบียบ ผมโรย 10 เมล็ดต่อ 1 กระถาง โซนใครโซนมัน ไม่ว่างและไม่แน่นจนเกินไป บางท่านอาจจะโรยเยอะ/แน่นกว่านี้ก็ได้ เพื่อว่าเวลามันโตขึ้นฟอร์มจะดูเป็นกอๆ สวยดี
 โรยห่างๆ กันแบบนี้แหละ กว่าจะได้แยกทีละต้นคงอีกนาน... แบบว่าขี้เกียดน่ะครับ
หลังจากโรยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด 8กระถาง 80 เมล็ด (8X10)
ส่วนอีก 13 เมล็ดที่เหลืออยู่นั้น ผมจะแบ่งปันให้เพื่อนที่มหา'ลัย ลองเพาะดูครับ
หลังจากโรยเมล็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาพ่นยากันเชื้อรา (สำหรับบางท่านอาจจะนำเมล็ดมาคลุกกับยากันเชื้อราเลยก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยครับ) อุปกรณ์ที่ผมใช้คือ ช้างพ่นน้ำ อัตราส่วนผสม ยากันรา 1.5g (ประมาณ 1 ช้อนโยเกิร์ต) ต่อน้ำ 1 ลิตร หรืออาจจะผสมฮอร์โมน B-1 ลงไปด้วยก็แล้วแต่สะดวกครับ หลักในการพ่นยากันรานั้น คือ
  1. ต้องใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูกทุกครั้งเวลาผสมยาและเวลาพ่น
  2. ต้องรด/พ่น ในตอนเย็นเท่านั้น เพราะยากันรานั้นร้อน ใช้ไม่ถูกเวลาอาจจะทำให้ต้นไม้ไหม้ได้
  3. เวลาพ่นให้พ่นทั่วทั้งต้น ห้ามพ่นทวนลม  ต้องอยู่ในที่โล่งอากาศถ่ายเทสะดวก และต้องมั่นใจว่า ไม่ฝุ้งเข้าบ้าน, บ่อน้ำ, อาหาร ฯลฯ)
  4. เก็บยาให้พ้นมือเด็กและมิดชิด  
  5. ทำความสะอาดร่างกายหลังจากการใช้
วิธีพ่นยากันเชื้อรากัน ระวังอย่าพ่นใกล้กระถางมากนักเพราะเมล็ดอาจจะกระเด็นได้ และพ่นให้น้ำไหลออกก้นกระถางครับ จริงๆ แล้วที่ผมพ่นยากันราโดยที่ไม่ต้องนำเมล็ดมาคลุกนั้น เพราะว่าผมจะกันเชื้อราในดินด้วย เพราะสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อรานั้นก็คือ ดินแฉะอากาศไม่ถ่ายเท

เมื่อพ่นยากันเชื้อราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำกระถางมาใส่ถุงแกงกันได้เลย หรืออาจจะเขียนชื่อต้นไม้, เลขที่กระถาง, วันที่เพาะ โน๊ตไว้ด้วยก็ยิ่งดีครับ ในกรณีที่กระถางเยอะๆ เพื่อเป็นการช่วยจำและฝึกความรอบคอบไปในตัว
มัดให้ถุงป่องๆ แบบนี้แหละครับ
เด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตบนโลกนี้
หลังจากใส่ถุงมัดถุงเสร็จเรียบร้อย ก็นำมาเก็บไว้ในที่แสงร่ำไร มิดชิด ห่างไกลมด, แมลง และที่สำคัญไกลมือเด็กด้วยนะครับ ปล่อยไว้สัก 1 อาทิตย์ก็น่าจะงอกได้แล้วกระมังครับ ผมหวังว่าเจ้าเด็กๆ นี้มีโอกาสรอดสัก 50% ก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับผมแล้วครับ ถ้าผมมีโอกาสได้ผสมเกสรจนติดฝักอีกจะนำเมล็ดมาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสนำไปอุปการะบ้างครับ เพราะเนื้อที่ของผมมีจำกัด บ้านสำหรับเด็กๆที่กำลังจะเกิดมาใหม่นี้คงรองรับไม่ไหวแน่ๆ และเจ้าแอสโตรฯ เด็กๆ นี้ ผลจะเป็นยังไง เกิดมาหน้าตาจะเป็นยังไง เดี๋ยวผมจะมารายงายให้ได้ติดตามกันในโอกาสต่อไปครับ ขอให้โชคดีและมีความสุขกับการปลูกต้นไม้กันทุกท่านนะครับ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เมื่อวาน (12 มิ.ย. 2554) ไปเที่ยววัดสมานรัตนารามที่จังหวัดฉะเชิงเทรามาครับ

เมื่อวานนี้เป็นวันที่อากาศดีมากๆ มีฝนตกปรอยๆ ไม่แรงมาก ไม่มีแดดเลย ผมกับครอบครัวจึงไปไหว้พระพิฆเนศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา การเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังที่วัดนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงครับ หรือใครจะไปวัดโสธรต่อจากที่วัดนี้ก็ไม่ไกลกันมากครับ


 ถึงแม้วันนี้จะมีฝนตกบ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหากับการถ่ายรูปของผมครับ
คนเยอะมากทีเดียว
เหมือนฝนจะตกอีกรอบครับ แต่ก็ไม่ตก
ใต้ฐานของพระพิฆเนศมีรูปนูนต่ำปางต่างๆ ของท่านทั้งหมด 32 ปางครับ นี่เป็นปางที่ผมชอบครับ
นี่อีกปางที่ผมชอบเหมือนกัน
พระพุทธรูปปางลีลาที่สง่างาม
สวยงามมากๆครับ คนก็เยอะมาก
ภายในนั้นไม่ให้ปักธูปนะครับ ให้ปักทางด้านหน้าในบาตรของหนูซึ่งเป็นพาหนะของพระพิฆเนศ

ดูแล้วก็น่ารักดีนะครับ อิอิ
หนูหูทิพย์ที่ทุกคนต้องการกระซิบบอกกล่าวเรื่องต่างๆให้สมพรปารถนา
แม่น้ำบางปะกงซึ่งอยู่ติดกับวัดเลย
ปกติแล้ววันเสาร์ อาทิตย์จะมีคนเยอะมากเป็นพิเศษ มีร้านค้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายลอตเตอรี่ ร้านค้าวัตถุมงคล  ร้านขายต้นไม้ ซึ่งร้านขายต้นไม้ มีหลากหลายร้านหลากหลายพรรณ มีทั้งพันธุ์มะม่วง ไม้มงคล โป๊ยเซียน และที่ผมสนใจเป็นพิเศษของที่นี่คือ ชวนชม (Adenuim Obesum)

ตอนแรกที่เห็นร้านชวนชม มีต้นสวยๆ เยอะแยะมากมาย เลยดูแค่ผ่านๆ ขอไปไหว้พระก่อนแล้วจะกลับมาดูใหม่ แต่พอกลับมาดูอีกทีหลังจากไหว้พระเสร็จ ต้นสวยๆ ที่เล็งไว้ตอนแรกนั้นถูกซื้อไปเกือบหมดแล้ว อันที่จริงแล้วผมมีความรู้เกี่ยวกับชวนชมไม่มากนัก รู้แต่ว่าชวนชมสมัยนี้มีทั้ง พันธุ์ดอกซ้อน ดอกดก ดอกหลายสีในต้นเดียวกัน ซึ่งที่นี่มีชวนชมขึ้นชื่อมาก สายพันธุ์บางคล้า อะไรสักอย่างผมไม่แน่ใจ ตอนเดินทางผ่านแต่ละบ้านหรือในชุมชนก็เห็นชาวบ้านที่นี่นั้นปลูกต้นชวนชมกันมากมายก็ถึงว่าล่ะ ...

ชวนชมนั้นมีลำต้นอวบน้ำลักษณะเป็นโขดซึ่งใกล้เคียงกับพืชตระกูลแคคตัสมาก ชอบแดดมากพอกับแคคตัส ทนแล้งได้ดี เพราะถิ่นกำเนิดดอยู่ในทะเลทราย จึงมีชื่อเรียกชวนชมอีกอย่างนึงว่า "กุหลาบทะเลทราย" การที่จะทำให้ได้โขดใหญ่ๆ ป้อมๆ เตี้ยๆ นั้นมีวิธีการทำบางอย่างที่ต้องศึกษากันต่อ ซึ่งลักษณะเด่นพวกนี้ทำให้ชวนชมแพงขึ้นตามกันไป

มาดูต้นชวนชมที่ผมซื้อมาที่วัดนี้กันครับ มี 2 ต้นด้วยกัน ราคารวมทั้งหมด 130.-
ต้นนี้เลือกเองเพราะโขดใหญ่และดอกสีหวานดีครับ
ต้นนี้คุณแม่เป็นคนเลือกครับ ดอกมีกลิ่นนิดๆ
ดอกของแต่ละต้น พอดีถ่ายใต้สแลนมันดูเขียวๆ เลยถ่ายแนวหลังดำเลยละกัน
ดอกต้นนี้ที่แม่เลือกให้เริ่มเฉาแล้วครับ
ดอกของโลบิเวียที่บานในวันนี้ครับ ขอแจมหน่อย
นำมาประดับข้างชั้นกระบองเพชรที่มาจากตู้ปลาของผมเข้ากันได้ดีครับ ^^
พักนี้ไม่ค่อยได้มาเขียนบล็อคเพราะว่าเปิดเทอมแล้ว ถ้ามีเวลาว่างจะพยายามเข้ามาเขียนครับ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ครั้งที่สองกับการซื้อแคคตัสออนไลน์

หลังจากฝึกงานเสร็จมีเวลาพัก 1 อาทิตย์ก่อนเปิดเทอม ก็เลยใช้เวลานี้ทุ่มเทให้กับงานอดิเรกในการปลูกและรวบรวมแคคตัสต่างๆ มาประดับไว้หน้าบ้าน อย่างที่บอกไปว่าผมจะเน้นความสวยเป็นหลักแล้วครับ เพราะว่าพื้นที่มีจำกัดและตอนนี้เต็มไปด้วยแคคตัสพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่ 100 กว่ากระถางแล้วครับ...

การซื้อแคคตัสออนไลน์ครั้งนี้ของผมเริ่มมาจาก ความอยากได้ต้นที่เราไม่สามารถหาได้จากตลาดทั่วๆ ไป (จริงๆ มันอาจจะมีอยู่แต่ผมหาไม่เจอเอง) ความอยากได้ไม้ด่าง ไม้แปลกๆ และไม้ที่มีลักษณะเฉพาะๆ ที่ลูกค้าหน้าใหม่หรือผู้เลี้ยงใหม่ไม่รู้(ซึ่งอันหลังนี้เราจะไม่รู้เลยว่าลักษณะมันเป็นยังไงเวลาเราไปซื้อที่ร้านถ้าเราไม่ไปถามคนขาย แต่ในโลกออนไลน์ผู้ขายมักจะเป็นฝ่ายพรีเซนต์สินค้าผ่านข้อความ)

เว็บไซต์ที่เปิดขายต้นไม้โดยเฉพาะแคคตัสนั้นอาจจะมีอยู่หลายเว็บ แต่ผมเองยังไม่ค่อยรู้จัก ผมมักจะสั่งซื้อเฉพาะเว็บที่เชื่อถือได้และมีลูกค้าอุดหนุนอยู่ประจำสำหรับเว็บไซต์ที่ผมสั่งครั้งนี้ก็เป็นร้านเดิมครับ http://www.valentinepanmai.com และเว็ปไซต์ต่อไปคุ้นเคยมาตั้งนานแล้วครับ http://cactusstation.pantown.com/


มาดูแคคตัสที่สั่งจาก"วาเลนไทน์พันธุ์ไม้"กันครับ
ต้นที่ 76 ตอเปอเรสเกียร์ ความสูงตั้งแต่ 10 ซม.ขึ้นไป 30 ต้น ราคา 100 บาท
ตอเปอเรสเกียร์ ซื้อไว้ลองกราฟต้นอ่อนครับ
 ต้นที่ 29 Robivia เพาะเมล็ดกางดอกตูมดอกแรก นำไปลุ้นสี ขนาด 4 ซ.ม. ราคา 25 บาท
โลบิเวียที่ผมโปรด อยากได้เอามาลุ้นครับ
c003 Echinopsis subdenudata ดอกหอมสีขาว
ต้นนี้อยากได้มานานแล้ว "นูปต้า" ดอกหอมชักจะอยากดมแล้ว อิอิ
ยิมโนต้นนี้ที่เคยพลัดพราก
ยังจำได้ไหมครับ รายการที่ได้รับครั้งก่อน ยิมโนต้นนี้ที่ผมสั่งครั้งก่อนทางร้านส่งผิดไปสลับกับแอสโตร ครั้งนี้ทางร้านเลยแถมยิมโนต้นนี้มาให้ฟรีๆ ครับ ดีใจ+น่ารัก เอาใจใส่ลูกค้ามากจริงๆ

และอีกร้านนึงครับมาชมกันเลย SmileCactus
  อยากได้โลบิเวีย แอสโตรฯ มาเพิ่ม  
  แต่ยูโพเบียกับ Frailea นั้นอยากลองเลี้ยงดูครับ  


 แต่ว่า No.23. นั้นมีคนจองไว้ก่อนหน้าผมแล้ว ทางร้านจึงส่งต้นอื่นแต่รายการเดิมมาให้ทางเมล์
ไซต์นั้นก็เท่ากันกับรายการเก่าแต่เพียงสลับต้นกันครับ
  อีกรายการแอสโตร้ด่างที่ผมอยากได้ แม้ว่าสีสรรแบบนี้จะดูเหมือนด่างบ้านๆ ธรรมดา แต่มันเป็นแอสโตรด่างต้นแรกของการเริ่มต้นกับไม้ด่างครับ  

สรุปแล้ว การแคคตัสซื้อออนไลน์ครั้งนี้อาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการที่แท้จริง เพราะสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ นั้นอาจจะมีโอกาสพบเจออีกในครั้งต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่จริงๆ อิอิ ส่วนราคานั้นรวมทั้งสองร้านก็ 7xx.- บาทครับ

หลงไหลในความงามของเจ้า "โลบิเวีย"

วันนี้เป็นวันที่แดดออกถึงแม้จะแดดจะไม่แรง ไม่ร้อน หลังจากฝนตกมาทั้ง 2 วัน แต่เช้ามืดของวันนี้ก็ตกมาบ้างและตอนนี้ก็ยังปรอยๆ อยู่ ผมก็อดกังวลเรื่องความชื้นไม่ได้ แต่แคคตัสที่ชื่อ "โลบิเวีย" ก็ยังผลิดอกให้ได้ชื่นชมให้พอชื่นใจบ้าง
บรรยากาศเย็นสบาย
เหล่าผึ้งที่หาอาหารตั้งแต่เช้า
การชูดอกที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้า บางต้นจะออกดอกเป็นคู่และจะชูก้านดอกพร้อกันเลยเหมือนพวกมันกำลังเบ่งกล้ามยังไงก็ไม่รู้
เอ๊ะ? เจ้ากลุ่มผึ้งมิ้มพวกนี้กำหลังทำอะไรกันอยู่
ผมเริ่มติดใจความงามของเจ้าโลบิเวียเข้าอย่างจัง เวลาออกไปดูแคคตัสทีไร... ไม่มีสักครั้งที่ผมจะไม่มองพวกมันเลย ความสวยงามของดอกที่เหมือนริบบิ้นสีต่างๆ จนบางครั้งใครๆ ก็สงสัยว่าดอกปลอมรึป่าว? แต่ก็เจ้าพวกนี้ก็ยังถูกชมทุกครั้งจากแขกที่มาบ้าน หากท่านผู้อ่านอยากดูรูปเพิ่มเติมก็สามารถคลิ๊กที่ป้ายกำกับ"Lobivia"ได้เลยครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเลี้ยงแคคตัสและต้นไม้นะครับ

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

4 มิถุนายน 2554 ซื้อแคคตัสร้านกระท่อมลุงจรณ์ครั้งที่ 4 ต้นเดือนมิถุนายน

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้ามืดเลยครับ แต่ผมมาคนแรกของร้าน ทางร้านก็เลยชงกาแฟให้ทาน บรรยากาศอบอุ่นดีครับแม้จะมีฝนตกบ้าง วันนี้ตั้งใจจะมาซื้อดิน กรวด และกระถางเล็กน้อย แต่ก็อดใจไม่ไหวเมื่อได้เห็นแคคตัสสวยๆ ของทางร้าน แต่เนื่องจากพื้นที่ที่บ้านเริ่มจะไม่มีที่วางแล้วคงจะเน้นปริมาณไม่ได้แล้ว ก็เลย
 "ซื้อน้อยแต่เน้นความสวย" และหลังจากนี้ไปการซื้อแคคตัสของผมคงก็อาศัยคอนเซปต์นี้แล้วล่ะครับ สำหรับแคคตัสที่ซื้อมาวันนี้ราคา 7xx.- มาชมกันเลย
โลบิเวีย เจ้าเก่าอีกแล้วครับ แต่เนื่องด้วยดอกสีบานเย็นแบบนี้ที่บ้านไม่มี เป็นต้นที่ดอกสวยที่สุดของร้านวันนี้ครับ
Ariocarpus fissuratus มีอยู่ 2 ต้นที่ร้านในราคา 4xx.-
ยิมโนด่างหลากสี 7 ต้นครับในราคา 2xx.-
ต้นนี้ไม่รู้ว่าเป็นไม้ตอที่เค้านำมากราฟกันหรือป่าว เพราะหัวมันด่างๆ
ภาพรวมของไม้ที่ซื้อมาครับ
อีกมุมครับ
 นอกจากต้นไม้แล้วก็ยังได้ดินมา 3 ถุง กรวดเม็ดใหญ่ 1 ถุง กระถางนั้นมีแต่ขนาด 3.5" ผมเลยยังไม่ได้ซื้อมา เพราะต้องการ 2.5" มาเปลี่ยนกระถางแคคตัสต้นเก่าๆ ที่เริ่มโตขึ้นจนรากล้น และเมื่อตอนกลับมาบ้านฝนก็ยังตกพรำๆ อยู่อดหนักใจกับแคคตัสที่บ้านไม่ได้ เป็นห่วงว่าอากาศจะชื้นเกินไป เพราะเมื่อวานตอนเย็นผมพึ่งพ่นปุ๋ยไป วันนี้ก็ครึ้มๆ ทั้งวัน ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้พรุ่งนี้แดดออกเถิด...